Main navigation

เป็นไปได้หรือไม่ที่โลกนี้จะไม่มีศาสนาเลย

Q ถาม :

เรียนท่านอาจารย์ครับ ทุกวันนี้เด็ก ๆ ประกาศตนเป็นคนไม่นับถือศาสนาใด ๆ มากขึ้น สถิติขึ้นมาเป็นอันดับสี่ของโลกแล้ว แซงหลายศาสนามาแล้ว ในบริษัทก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วโลกจะอยู่กันอย่างไรครับ เป็นไปได้หรือครับที่โลกนี้จะไม่มีศาสนาเลย บนสวรรค์และพรหมมีศาสนาไหมครับ

A อาจารย์ไชย ณ พล ตอบ :

ก่อนอื่นควรเข้าใจก่อนว่าศาสนาคืออะไร

แท้จริง beyond all definitions ศาสนาคือกระบวนการวิวัฒนาการ แต่ละศาสนานำเสนอกระบวนการวิวัฒนาการสู่เป้าหมายสูงสุดที่แต่ละศาสดาพบ 

บนสวรรค์และพรหมโลกมีศาสนาเดียว คือศาสนาธรรม ธรรมคือความจริงแท้ที่เป็นอยู่เช่นนั้นเอง ใครแสดงธรรมบริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด เทวดาและพรหมทั้งหลายก็นับถือท่านนั้นเป็นธรรมาจารย์ ใครบริสุทธิ์ที่สุด เทวดาและพรหมก็ยกย่องบูชาท่านนั้นเป็นวิสุทธิเทพเหนือกว่าเทพพรหมทั้งปวง

ส่วนโลกมนุษย์  ยุคที่มนุษย์มีอายุขัยสูงกว่าแสนปีก็เป็นศาสนาธรรมเช่นเดียวกับสวรรค์และพรหมโลก พออายุเสื่อมลงถึงแสนปี ความเข้าใจธรรมเริ่มคลาดเคลื่อนจากความจริงเที่ยงตรง ก็มีพุทธศาสนาอุบัติขึ้นเพื่อ restore ระบบธรรม เป็นระยะ ๆ จนถึงอายุขัยร้อยปี จากนั้นก็จะไม่มีศาสนาพุทธอีก มีแต่การสืบทอดของเดิมให้คงอยู่เท่าที่เป็นไปได้

ยิ่งอายุขัยมนุษย์น้อยลงเท่าใด ความห่างธรรมก็มากขึ้น 

เมื่อห่างธรรม มนุษย์ก็เข้าใจความจริงต่างกัน 

เมื่อเข้าใจความจริงต่างกัน จึงเห็นคุณและให้ค่าต่างกัน  

เมื่อเห็นคุณและให้ค่าต่างกัน จึงออกแบบกระบวนการวิวัฒนาการต่างกัน 

มนุษย์จึง form ระบบความเชื่อและการปฏิบัติต่างกัน จึงเกิดศาสนาต่าง ๆ กัน และจะยิ่งมีมากขึ้น เมื่อมนุษย์ยิ่งห่างธรรมมากขึ้นอีก

ช่วงยุคมืดในยุโรป คริสตจักรครอบงำการเมืองการปกครองและวิชาการแบบเบ็ดเสร็จ ใครไม่เชื่อตามปฏิบัติตามก็จะถูกประหารและประจานต่อสาธารณะ จนนักวิชาการจำนวนหนึ่งทนไม่ได้ ลุกขึ้นมาปลดแอกทางความคิด แล้วประะกาศ movement ของตนว่าเป็น the age of enlightenment คือยุคที่จะค้นพบความเป็นจริงเองด้วยการพิสูจน์ทดลองเชิงประจักษ์ด้วยระบบประสาททั้งห้า โดยไม่อ้างอิงความเชื่อทางศาสนาเดิม ๆ และพัฒนาระบบความรู้ใหม่ขี้นมา เรียกว่าวิทยาศาสตร์ จากฐานวิทยาศาสตร์ก็กำหนดกระบวนการวิวัฒนาการใหม่ขึ้นมา และพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเครื่องมือมากมาย

หากเราเข้าใจภาพรวมของโลกและจักรวาลอย่างนี้ แม้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นศาสนาหนึ่งเพราะมีการ set เป้าหมาย และกระบวนการวิวัฒนาการของตนเอง เพียงแต่ศาสนาที่มีมาก่อนนิยามคำว่าศาสนาเพียงเพื่อตนเฉพาะ ไม่อยากยอมรับ ก็จะเรียกวิทยาศาสตร์ว่าเป็นลัทธิหนึ่ง หรือปรัชญาหนึ่ง หรือศาสตร์หนึ่ง ไม่ว่าเรียกอะไร ก็คือสมมติทั้งสิ้น ทั้งใหม่ทั้งเก่า

แล้วโลกจะอยู่กันอย่างไร 

ในยุคที่มนุษย์อายุขัยสูง ๆ โลกจะอยู่ร่วมกันโดยธรรม

ในยุคที่มนุษย์อายุขัยต่ำ ๆ เกณฑ์ของความจริง ความถูกต้อง และกระบวนการวิวัฒนาการแตกต่างกันมาก มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ และความเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันในความแตกต่าง

The Core of All

ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อต่างกัน ปฏิบัติต่างกันอย่างไร แต่มีสองสิ่งที่มวลมนุษย์และเทพพรหมทั้งหมดมีเหมือนกัน คือ 1) ปรารถนาความสุข  2) ให้ค่า ยกย่อง บูชาความบริสุทธิ์

ดังนั้น ใครจะนับถือศาสนา ความเชื่อ ศาสตร์ใดก็ได้ หากเป็นสุขจนบริสุทธิ์จริง ก็ใช้ได้

หากยังไม่เป็นสุข หรือไม่บริสุทธิ์สักที ก็ลองดูกระบวนวิวัฒนาการอื่น ๆ ดูบ้าง แล้วนำมาผสมส่วนกันให้ลงตัว หรือยกระดับสู่กระบวนการวิวัฒนาการที่มีประสิทธิผลสูงกว่า 

ในที่สุดทุกจิตใจล้วนไต่ระดับวิวัฒนาการสู่ความบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

ใครบริหารวิวัฒนาการได้ดีกว่า ก็ถึงเส้นชัยก่อน 

ใครบริหารไม่ดี ก็ถึงเส้นชัยช้า เท่านั้นเอง


 

คำที่เกี่ยวข้อง :

ความเชื่อ ศรัทธา