Main navigation

วิธีภาวนา - (ดูทั้งหมด)

ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น | พระโมคคัลลานะสำเร็จอรหันต์ |โมคัลลานสูตร

ระบบการปฏิบัติธรรม
โมคคัลลานสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง
เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๕๘

ข้อแนะนำในการปฏิบัติ
ก่อนจะฟัง
พึงเข้าสมาธิสักครู่หนึ่ง
เมื่อได้สมาธิดีแล้ว
ฟังพุทโธวาท และน้อมธรรมมาสู่ใจ
น้อมใจปฏิบัติตามพุทโธวาทตรง ๆ
ให้เข้าใจแจ้ง และได้สภาวะจิตดีจริง
เมื่อได้สภาวะดีใด ให้รักษาสภาวะนั้นออกมาสู่ชีวิตจริง

ความยาววีดีโอ: 10:59 นาที
เวลาปฏิบัติ: 20 นาที

---------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ทรงหายจากเภสกลามิคทายวัน เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แล้วตรัสกับท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า

ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ

เมื่อมีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ พึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก

ถ้ายังละไม่ได้ พึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ

ถ้ายังละไม่ได้ พึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร

ถ้ายังละไม่ได้ พึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว

ถ้ายังละไม่ได้ พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์

ถ้ายังละไม่ได้ พึงทำในใจถึงเอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด

ถ้ายังละไม่ได้ พึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก

ถ้ายังละไม่ได้ พึงสำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น

เมื่อตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ

โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้อีกว่า

เราจักไม่ชูงวง (ถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล และในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจถึงภิกษุผู้มาแล้ว ภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้ มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา

เพราะไม่ได้อะไร เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน
เมื่อเก้อเขิน ย่อมคิดฟุ้งซ่าน
เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม
เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ

เพราะฉะนั้นแหละ โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก

เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน
เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม
เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ

อนึ่ง เราหาสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงไม่

เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะอันใดเงียบเสียง ไม่อื้ออึง  ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้น เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว พระโมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าใด ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ฟังว่า
ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น
เมื่อได้ฟังแล้ว รู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง
เมื่อรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง
เมื่อกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข มิใช่ทุกข์ก็ดี
ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น
พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด
พิจารณาเห็นความดับ
พิจารณาเห็นความสละคืน
เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนั้น ๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก
เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

 

พระสูตร
โมคคัลลานสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๕๘