ทิฏฐิ ๖๒ | พรหมชาลสูตร
ทิฏฐิ ๖๒
พรหมชาลสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง
เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๑-๙๐
ข้อแนะนำในการปฏิบัติ
ก่อนจะฟัง
พึงเข้าสมาธิสักครู่หนึ่ง
เมื่อได้สมาธิดีแล้ว
ฟังพุทโธวาท และน้อมธรรมมาสู่ใจ
น้อมใจปฏิบัติตามพุทโธวาทตรง ๆ
ให้เข้าใจแจ้ง และได้สภาวะจิตดีจริง
เมื่อได้สภาวะดีใด ให้รักษาสภาวะนั้นออกมาสู่ชีวิตจริง
ความยาววีดิทัศน์ 1:53 นาที
------
00:00 Intro
00:45 เมื่อมีผู้ติหรือชมตถาคต
03:15 เรื่องที่ปุถุชนชมตถาคต
04:13 ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ - ขันธ์ในอดีต
04:54 สัสสตทิฏฐิ ๔ - อัตตาและโลกเที่ยง
16:42 เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔ - บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
36:19 อันตานันติกทิฏฐิ ๔ - โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้
46:50 อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ - ทิฏฐิดิ้นได้ ไม่ตายตัว
59:54 อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ - อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ
1:05:31 สรุป ทิฏฐิ ๑๘ - ขันธ์ในอดีต
1:07:38 อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ - ขันธ์ในอนาคต
1:08:30 สัญญีทิฏฐิ ๑๖ - อัตตาหลังความตาย มีสัญญา
1:13:37 อสัญญีทิฏฐิ ๘ - อัตตาหลังความตาย ไม่มีสัญญา
1:17:46 เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ - อัตตาหลังความตาย มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
1:22:41 อุจเฉททิฏฐิ ๗ - ทิฏฐิว่าขาดสูญ
1:33:04 ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕ - นิพพานในปัจจุบัน
1:41:48 สรุป ทิฏฐิ ๔๔ - ขันธ์ในอนาคต
1:43:49 สรุป ทิฏฐิ ๖๒
1:45:53 ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ
-----
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่
เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนัก ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล (จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศึล) ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกแลที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยากสงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ
ทิฏฐิ ๖๒
ก็ธรรมเหล่านั้นเป็นไฉน
ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ - กำหนดขันธ์ในอดีต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๑๘ ประการ
สัสสตทิฏฐิ ๔ - อัตตาและโลกเที่ยง
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ ได้บรรลุคุณวิเศษ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง ...หลายแสนชาติบ้าง พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ จึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ส่วนเหล่าสัตว์ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ ได้บรรลุคุณวิเศษ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ คือ ระลึกชาติได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ จึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ส่วนเหล่าสัตว์ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ ได้บรรลุคุณวิเศษ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ คือ ระลึกชาติได้สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ จึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ส่วนเหล่าสัตว์ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ส่วนเหล่าสัตว์ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอ คงมีอยู่แท้
สมณพราหมณ์เหล่าใดที่มีทิฏฐิว่าเที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น อย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากนี้ไม่มี
เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔ - บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
ฐานะที่ ๑
มีสมัยบางครั้งบางคราว โลกนี้พินาศ เมื่อโลกพินาศอยู่ เหล่าสัตว์เกิดในชั้นอาภัสสรพรหม ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลช้านาน
โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน โลกนี้กลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ วิมานของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหมที่ว่างเปล่า แม้สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้น สิ้นกาลช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานนั้นแต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสันความดิ้นรนขึ้นว่า แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง
ต่อมาสัตว์เหล่าอื่นก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหม เป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น แม้สัตว์พวกนั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกาย ตนเองสัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลช้านาน
บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า
เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น สัตว์เหล่านี้เรานิรมิต เพราะเหตุว่าเราได้มีความคิดอย่างนี้ก่อนว่า แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ความตั้งใจของเราเป็นเช่นนี้ และสัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว
พวกสัตว์ที่เกิดภายหลัง ก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า
ท่านผู้เจริญนี้เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ...เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พวกเราอันพระพรหมผู้เจริญนี้ นิรมิตแล้ว เพราะเหตุว่าพวกเราได้เห็นพระพรหมผู้เจริญนี้เกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกตนเกิดภายหลัง
บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นมีอายุยืนกว่า มีผิวพรรณกว่า มีศักดิ์มากกว่า ส่วนผู้ที่เกิดภายหลังมีอายุน้อยกว่า มีผิวพรรณทรามกว่า มีศักดิ์น้อยกว่า
สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส บรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ เขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านผู้ใดเป็นพรหม เป็นมหาพรหม ...เป็นบิดาของหมู่สัตวผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พระพรหมผู้เจริญใดที่นิรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้นเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่ เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ส่วนพวกเราที่พระพรหมผู้เจริญนั้นนิรมิตแล้วนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้
ฐานะที่ ๒
พวกเทวดาชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา สติก็หลงลืม เพราะสติหลงลืม จึงพากันจุติจากชั้นนั้น
ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความไม่ประมาท แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า
พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะย่อมไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ เมื่อไม่พากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ สติย่อมไม่หลงลืม เพราะสติไม่หลงลืม พวกสัตว์เหล่านั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ส่วนพวกเราเหล่าขิฑฑาปโทสิกะ หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ เมื่อพวกเรานั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ สติย่อมหลงลืม เพราะสติหลงลืม พวกเราจึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้
ฐานะที่ ๓
พวกเทวดาชื่อว่ามโนปโทสิกะมีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน จึงลำบากกาย ลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น
ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นมนุษย์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนนั้นได้ หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า
พวกเทวดาผู้มิใช่เหล่ามโนปโทสิกะย่อมไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวเพ่งโทษกันและกันเกินควร ก็ไม่คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างไม่คิดมุ่งร้ายกันและกันแล้ว ก็ไม่ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ พวกนั้นจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ส่วนพวกเราได้เป็นพวกมโนปโทสิกะมัวเพ่งโทษกันและกัน คิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกัน ก็พากันลำบากกาย ลำบากใจ จึงพากันจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้
ฐานะที่ ๔
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า
สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่า จิต หรือใจ หรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว
ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
อันตานันติกทิฏฐิ ๔ - โลกมีที่สุด โลกหาที่สุดมิได้
ฐานะที่ ๑
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ จึงมีความสำคัญในโลกว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษ จึงรู้อาการว่าโลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ
ฐานะที่ ๒
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ จึงมีความสำคัญในโลกว่าไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ ด้วยการบรรลุคุณวิเศษ จึงรู้อาการที่โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ สมณพราหมณ์พวกที่พูดว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบนั้นเท็จ
ฐานะที่ ๓
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิ จึงมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางหาที่สุดมิได้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษ จึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุด (ด้านบนด้านล่าง) ทั้งไม่มีที่สุด (ด้านขวาง)
ฐานะที่ ๔
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตน ตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า
โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ พวกที่กล่าวว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบนั้นเท็จ พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุด ทั้งไม่มีที่สุด นั้นก็เท็จ
สมณะหรือพราหมณ์พวกใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ จะบัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ - มีทิฏฐิดิ้นได้ ไม่ตายตัว
ฐานะที่ ๑
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล คำพยากรณ์นั้นของเราจะพึงเป็นคำเท็จ คำเท็จนั้นจะเป็นความเดือดร้อนแก่เรา เป็นอันตรายแก่เรา
เพราะฉะนั้น จึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวการกล่าวเท็จ เพราะเกลียดการกล่าวเท็จ
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้น ๆ จึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่
ฐานะที่ ๒
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล ความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจในข้อนั้นพึงมีแก่เรา ความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจนั้นจะพึงเป็นอุปาทานของเรา อุปาทานของเรานั้น จะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา
เพราะฉะนั้น จึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่อุปาทาน เพราะเกลียดอุปาทาน
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้น ๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่
ฐานะที่ ๓
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
ถ้าเราจะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด ชำนาญการโต้วาทะมีอยู่ เขาจะพึงซักไซ้ไล่เลียง สอบสวนเราในข้อนั้น เราไม่อาจโต้ตอบเขาได้ การที่โต้ตอบเขาไม่ได้ จะเป็นความเดือดร้อนแก่เรา จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา
เพราะฉะนั้น จึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การซักถาม เพราะเกลียดแต่การซักถาม
เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้น ๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่
ฐานะที่ ๔
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นคนเขลา งมงาย เพราะเขลา เพราะงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ เขาจึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า
ถ้าท่านถามเราอย่างนี้ว่า
โลกหน้ามีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่า โลกหน้ามี...
โลกหน้าไม่มีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มี...
โลกหน้ามีด้วย ไม่มีด้วยหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีด้วย ไม่มีด้วย...
โลกหน้า มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่หรือ เราพึงพยากรณ์ว่า มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่...
สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามี...
สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มี...
สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น มีด้วย ไม่มีด้วยหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีด้วย ไม่มีด้วย...
สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่หรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่...
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามี...
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มี...
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีด้วย ไม่มีด้วยหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีด้วย ไม่มีด้วย...
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่หรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่า มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายมีอยู่หรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีอยู่...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ไม่มีอยู่หรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มีอยู่...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายมีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วยหรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่า มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย...
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่หรือ เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่
...แต่ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่
สมณะหรือพราหมณ์พวกใดมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้น ๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ - อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ
ฐานะที่ ๑
พวกเทวดาชื่อว่าอสัญญีสัตว์มีอยู่ ก็เทวดาเหล่านั้น ย่อมจุติจากชั้นนั้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา
ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นมนุษย์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ ย่อมตามระลึกถึงความเกิดขึ้นแห่งสัญญาได้ เบื้องหน้าแต่นั้นไประลึกมิได้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า
อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ เพราะข้าพเจ้าเมื่อก่อนไม่ได้มีแล้ว เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้านั้นมี เพราะมิได้น้อมไปเพื่อความเป็นผู้สงบ
ฐานะที่ ๒
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด เขากล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ
ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดมีทิฏฐิว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
สมณพราหมณ์เหล่านั้นกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุทั้ง ๑๘ ประการนี้
อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ - กำหนดขันธ์ในอนาคต
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๔๔ ประการ
สัญญีทิฏฐิ ๑๖ - อัตตาหลังความตาย มีสัญญา
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญา
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า เมื่อตาย
๑. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๒. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๓. อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา
๔. อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
๕. อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๖. อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๗. อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา
๘. อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
๙. อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา
๑๐. อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา
๑๑. อัตตาที่มีสัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา
๑๒. อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา
๑๓. อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา
๑๔. อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา
๑๕. อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา
๑๖. อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
อสัญญีทิฏฐิ ๘ - อัตตาหลังความตาย ไม่มีสัญญา
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย ไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย ไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ ๘ ประการ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย
๑. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๒. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๓. อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๔. อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๕. อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๖. อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๗. อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
๘. อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน ไม่มีสัญญา
ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๘ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘ - อัตตาหลังความตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยเหตุ ๘ ประการ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย
๑. อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๒. อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๓. อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๔. อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา ก็มิใช่
๕. อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๖. อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๗. อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
๘. อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๘ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
อุจเฉททิฏฐิ ๗ - ตายแล้วขาดสูญ
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมบัญญัติความ ขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๗ ประการ
๑. เพราะอัตตานี้มีรูป สำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด ฉะนั้น อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๒. อัตตาที่กล่าวถึงมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูป เป็นกามาพจร บริโภคกวฬิงการาหาร เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๓. อัตตาที่กล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นอีกที่เป็นทิพย์ มีรูป สำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะใหญ่น้อยครบครัน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เพราะกายแตก อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๔. อัตตาที่กล่าวถึงมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ มีอารมณ์ว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เมื่อตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๕. อัตตาที่กล่าวถึงมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ มีอารมณ์ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เมื่อตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๖. อัตตาที่กล่าวถึงมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ มีอารมณ์ว่า ไม่มีอะไร เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
๗. อัตตาที่กล่าวถึงมีอยู่จริง แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้ จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด
สมณะหรือพราหมณ์พวกใดมีทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๗ ประการนี้ เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕ - นิพพานในปัจจุบัน
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ
๑. เพราะอัตตานี้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานในปัจจุบัน อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
๒. อัตตาที่กล่าวถึงนั้น มีอยู่ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะกามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และความคับใจ เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
๓. อัตตาที่กล่าวถึงนั้น มีอยู่ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะปฐมฌานนั้นหยาบ ด้วยยังมีวิตกและวิจารอยู่ เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
๔. อัตตาที่กล่าวถึงนั้น มีอยู่ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะทุติยฌานนั้นหยาบ ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตกระเหิมอยู่ เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติเสวยสุขอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
๕. อัตตาที่กล่าวถึงนั้น มีอยู่ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะตติยฌานนั้นหยาบ ด้วยจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่ เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อน ๆ ได้ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๕ ประการนี้เท่านั้น นอกจากนี้ไม่มี
ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมกล่าวด้วยเหตุ ๔๔ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี
ฐานะแห่งผู้ถือทิฏฐิ
ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมกล่าวด้วยเหตุ ๖๒ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และทรงรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย
เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้น
ธรรมเหล่านี้ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ
บุคคลกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๖๒ ประการ เป็นความเข้าใจของผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหา กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๖๒ ประการ ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
บุคคลเหล่านั้นทุกจำพวกถูกต้องแล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง ๖ ย่อมเสวยเวทนา เพราะเวทนาของเขาเหล่านั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณและโทษแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต
บุคคลถูกทิฏฐิ ๖๒ อย่างเหล่านี้แหละเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายปกคลุมไว้ เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ไม่พ้นจากชาติ ชรา และมรณะ
เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า อรรถชาละก็ได้ ว่าธรรมชาละก็ได้ ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละก็ได้ ว่าพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมก็ได้

