การรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ | ปาลิเลยยสูตร
การรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ
ปาลิเลยยสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๗๐-๑๘๑
ข้อแนะนำในการปฏิบัติ
ก่อนจะฟัง
พึงเข้าสมาธิสักครู่หนึ่ง
เมื่อได้สมาธิดีแล้ว
ฟังพุทโธวาท และน้อมธรรมมาสู่ใจ
น้อมใจปฏิบัติตามพุทโธวาทตรง ๆ
ให้เข้าใจแจ้ง และได้สภาวะจิตดีจริง
เมื่อได้สภาวะดีใด ให้รักษาสภาวะนั้นออกมาสู่ชีวิตจริง
ความยาววีดิทัศน์ 57:00 นาที
------
ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิเลยยกะ ทรงยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้
ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ ก็มีภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนออาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไปโดยลำดับ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม
ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน
ย่อมตามเห็นเห็นตนมีรูป
ย่อมตามเห็นรูปในตน
ย่อมตามเห็นตนในรูป
ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน.
ย่อมตามเห็นตนมีเวทนา
ย่อมตามเห็นเวทนาในตน
ย่อมตามเห็นตนในเวทนา
ย่อมตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน
ย่อมตามเห็นเห็นตนมีสัญญา
ย่อมตามเห็นสัญญาในตน
ย่อมตามเห็นตนในสัญญา
ย่อมตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน
ย่อมตามเห็นเห็นตนมีสังขาร
ย่อมตามเห็นสังขารในตน
ย่อมตามเห็นตนในสังขาร
ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน
ย่อมตามเห็นเห็นตนมีวิญญาณ
ย่อมตามเห็นวิญญาณในตน
ย่อมตามเห็นตนในวิญญาณ
ก็การตามเห็นดังนั้น เป็นสังขาร
ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น
ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน
ย่อมไม่ตามเห็นเห็นตนมีรูป
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน
ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป
ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน.
ย่อมไม่ตามเห็นตนมีเวทนา
ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาในตน
ย่อมไม่ตามเห็นตนในเวทนา
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน
ย่อมไม่ตามเห็นเห็นตนมีสัญญา
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญาในตน
ย่อมไม่ตามเห็นตนในสัญญา
ย่อมไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน
ย่อมไม่ตามเห็นเห็นตนมีสังขาร
ย่อมไม่ตามเห็นสังขารในตน
ย่อมไม่ตามเห็นตนในสังขาร
ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน
ย่อมไม่ตามเห็นเห็นตนมีวิญญาณ
ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณในตน
ย่อมไม่ตามเห็นตนในวิญญาณ
แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม
ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้นเป็นสังขาร
ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น
ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตนเลย ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ
เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี
ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็นสังขาร
ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น
ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตนเลย ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ฯลฯ
ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ
เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี
แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม
ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจ ในสัทธรรมเช่นนั้นเป็นสังขาร
ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น

