เจ้าศากยะ 6 พระองค์ออกบวช

เหตุการณ์
ประวัติการบวชของเจ้าศายะ ๖ พระองค์ และบุพกรรมของพระอนุรุทธะ

มหานามะและอนุรุทธะ ศากยกุมาร ทั้ง ๒ เป็นพี่น้องกัน อนุรุทธะ เป็นสุขุมาลชาติ มีประสาท ๓ หลัง สำหรับอยู่ในฤดูหนาว ฤดูร้อนและฤดูฝน มีแต่เหล่าสตรีไม่มีบุรุษเจือปน บำเรอด้วยดนตรีตลอด ๔ เดือน ในปราสาทฤดูฝน ไม่ได้ลงมาเลย ครั้งนั้น มหานามะคิดว่าในตระกูลของพวกเขายังไม่มีใครออกบวชตามพระพุทธองค์เลย จึงเข้าไปถามอนุรุทธะ ว่าใครจะเป็นผู้ออกบวช

อนุรุทธะนั้น เป็นผู้มีโภคะสมบูรณ์ แม้คำว่า ไม่มี ก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังเหตุการณ์ครั้งยังทรงพระเยาว์ วันหนึ่งเมื่อพระองค์และพระสหายทั้ง ๕ พระองค์ ทรงเล่นกีฬาลูกขลุบอยู่ เมื่อใครแพ้ต้องเป็นผู้นำขนมมาให้พระสหาย เมื่อเจ้าอนุรุทธะแพ้อยู่เรื่อยไป พระมารดาของท่านทรงจึงต้องจัดขนมไปให้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔  จึงให้ไปบอกพระกุมารว่า ขนมไม่มี พระกุมารทรงสำคัญว่า ขนมชนิดนี้เป็นขนมประหลาด เพราะไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี จึงให้ไปนำขนมนั้นมา พระมารดาจึงทรงปิดถาดทองคำเปล่าด้วยถาดทองคำอื่นแล้วส่งไปให้ เป็นอุบายให้พระกุมารรู้จักความหมายของคำว่าไม่มี

เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า เจ้าอนุรุทธศากยะเคยได้ถวายภัต อันเป็นส่วนตัวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันนภาระ และตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอจงอย่าได้ยินคำว่าไม่มี และอย่าได้รู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ เพราะฉะนั้นถ้าพระกุมารทรงเห็นถาดเปล่า พวกเทวดาก็จะไม่ได้เข้าไปสู่เทวสมาคม และศีรษะก็จะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ดังนั้น เหล่าเทวดาจึงบันดาลให้ถาดนั้นเต็มด้วยขนมทิพย์

เมื่อถาดนั้นถูกเปิดขึ้น กลิ่นขนมก็ตลบไปทั่วทั้งพระนคร พอกษัตริย์ทั้งหกหยิบชิ้นขนมเข้าไปในพระโอฐเท่านั้น รสชาติก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน

พระกุมารนั้นทรงเสด็จกลับพระตำหนักแล้วทูลถามพระมารดาว่า ตนคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา พระมารดาจึงไม่เคยปรุงชื่อขนมไม่มีนี้ให้ พระนางจึงถามมหาดเล็กคนสนิทถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อทราบความแล้วทรงดำริว่าพระกุมารเป็นผู้มีบุญ  มีอภินิหาร เทวดาทั้งหลายจึงใส่ขนมจนเต็มถาดปล่าวที่ส่งไป พระกุมารทรงทูลว่าตั้งแต่นี้ไปพระองค์จะไม่กินขนมอื่นอีก ให้พระมารดาปรุงขนมไม่มีอย่างเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อพระกุมารทูลว่าต้องการเสวยขนม พระนางก็จะส่งถาดเปล่าไป เทวดาทั้งหลายก็ได้ส่งขนมทิพย์ถวายพระกุมารนั้นตลอดเวลาที่ท่านเป็นฆราวาส

หลังจากที่พระภาดาตรัสถึงเรื่องการออกผนวชแล้ว อนุรุทธกุมารได้ถามว่าการบวชเป็นอย่างไร ซึ่งพระภาดาตรัสตอบว่า ผู้บวช ต้องโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ นอนบนเครื่องลาดด้วยไม้ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย และเที่ยวบิณฑบาตอยู่ อนุรุทธะจึงบอกว่าตนไม่สามารถบวชได้เนื่องจากเป็นสุขุมาลชาติ มหานามะจึงบอกให้อนุรุทธะอยู่เป็นฆราวาสเรียนการงาน ส่วนตนจะออกบวช อนุรุทธะจึงถามว่าการงานเป็นอย่างไร เพราะไม่รู้จักแม้สถานที่เกิดแห่งภัตตาหาร ดังเหตุการณ์ครั้งยังทรงพระเยาว์ วันหนึ่ง พระกุมาร ๓  องค์ คือ กิมพิลกุมาร ภัททิยกุมาร และอนุรุทธกุมาร สนทนากันว่า ภัตเกิดขึ้นที่ไหน โดยกิมพิลกุมาร กล่าวว่าเกิดขึ้นในฉาง เพราะเคยเห็นเขาขนข้าวเปลือกลงจากฉาง ฝ่ายภัททิยกุมาร กล่าวว่าเกิดขึ้นที่หม้อข้าว เพราะเคยเห็นเขาคดภัตออกจากหม้อข้าว ส่วนอนุรุทธกุมาร กล่าวว่าเกิดขึ้นในถาดทองคำประมาณศอกกำ เพราะไม่เคยเห็นคนซ้อมข้าว คนหุงข้าว หรือคนคดข้าว เคยเห็นแต่ข้าวที่เขาคดแล้วตั้งไว้ เฉพาะพระพักตร์เวลาที่ต้องการบริโภคเท่านั้น ดังนั้น พระกุมารทั้ง ๓ พระองค์นั้น ไม่ทรงทราบแม้ที่เกิดแห่งภัต

แม้อนุรุทธศากยะจะทรงเจริญวัยแล้ว ก็ยังไม่ทรงทราบถึงเรื่องการงาน จึงทูลถามพระภาดาว่า การงานเป็นอย่างไร พระภาดาตรัสตอบว่า ชั้นต้นต้องให้ไถนา แล้วให้หว่าน ไขน้ำเข้า จากนั้นระบายน้ำออก ถอนหญ้า แล้วเกี่ยว ขน ตั้งลอม นวด สงฟางออก ให้ฝัดข้าวลีบออก โปรยละออง ขนขึ้นฉาง เมื่อถึงฤดูฝนก็ต้องทำแบบนี้ต่อไปอีก การงานไม่หมดสิ้น ที่สุดของการงานไม่ปรากฏ เมื่อการงานยังไม่สิ้น มารดา บิดา ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ได้ตายไปแล้ว เมื่อได้ฟังดังนั้น อนุรุทธศากยะจึงตัดสินใจจะออกบวช และให้พระภาดาอยู่ครองเรือน

อนุรุทธศากยะเข้าไปขออนุญาตออกบวชกับพระมารดา ซึ่งพระมารดาไม่ทรงอนุญาต เนื่องจากไม่ปรารถนาที่จะจากกับบุตรทั้งสอง เมื่ออนุรุทธศากยะกล่าวกับมารดาเป็นรอบที่สาม พระมารดาจึงนึกถึงพระเจ้าภัททิยะศากยะผู้เป็นพระสหายสนิทของพระอนุรุทธะ และได้ครองสมบัติเป็นราชาของพวกศากยะ โดยหวังให้เป็นผู้รั้งพระอนุรุทธะไว้ไม่ให้ออกบวช จึงกล่าวว่า ถ้าพระเจ้าภัททิยศากยะทรงผนวช ก็จะอนุญาตให้พระอนุรุทธะออกบวชได้

อนุรุทธศากยะจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าภัททิยศากยะ แล้วชวนออกบวชด้วยกัน ในตอนแรกพระเจ้าภัททิยศากยะไม่ทรงตกลงออกบวช และกล่าวว่าไม่ว่าจะเนื่องด้วยพระองค์หรือไม่ก็ตามให้อนุรุทธศากยะออกบวชได้ตามสบาย แต่เมื่ออนุรุทธศากยะทูลบอกถึงเงื่อนไขที่พระมารดาตั้งไว้ พระเจ้าภัททิยศากยะจึงขอเวลาอีก ๗ วัน เพื่อมอบหมายราชสมบัติแก่พวกลูก ๆ และพี่น้อง แล้วจะทรงออกบวชพร้อมกัน

พระเจ้าภัททิยศากยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละ และเทวทัต รวมทั้งอุบาลีซึ่งเป็นภูษามาลา เสด็จออกพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า เหมือนจะเสด็จประภาสราชอุทยาน เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์เสด็จไปไกลแล้ว ได้สั่งให้เสนากลับ แล้วทรงถอดเครื่องประดับ ห่อไว้ไนภูษา จากนั้นกล่าวให้อุบาลีผู้เป็นภูษามาลากลับไป พร้อมทั้งยกทรัพย์สินในห่อภูษาให้เพื่อนำไปเลี้ยงชีพ

ฝ่ายอุบาลีคิดว่าถ้ากลับไปเช่นนี้จะต้องถูกเจ้าศากยะทั้งหลายฆ่าเป็นแน่ เพราะคิดว่าตนเป็นผู้ให้พระกุมารทั้งหลายออกบวช และถ้าศากยกุมารเหล่านี้ยังทรงผนวชได้ เราก็บวชได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงได้แก้ห่อเครื่องประดับเอาเครื่องประดับนั้นแขวนไว้บนต้นไม้ แล้วพูดว่าของนี้ ตนได้ให้แล้ว ผู้ใดเห็น ผู้นั้นจงนำไปเถิด แล้วเดินตามศากยกุมารเหล่านั้นไป แจ้งความประสงค์ที่จะออกบวชด้วย

ศากยกุมารทั้ง ๖ พาอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลพระผู้มีพระภาคให้อุบาลีบวชก่อน เนื่องจากพวกพระองค์เป็นเจ้าศากยะยังมีมานะ ส่วนอุบาลีเป็นผู้รับใช้ เมื่ออุบาลีบวชก่อน พวกพระองค์จะทำการอภิวาท การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่อุบาลี เมื่อนั้น ความถือตัวว่าเป็นศากยะของพวกพระองค์ก็จะเสื่อมคลายลง

พระผู้มีพระภาคทรงโปรดให้อุบาลีบวชก่อน แล้วให้ศากยกุมารเหล่านั้นผนวชต่อภายหลัง

 

 

อ่าน มหานามศากยะและอนุรุทธศากยะ

อ้างอิง
มหานามศากยะและอนุรุทธศากยะ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๗ ข้อที่ ๓๓๗-๓๔๔
ลำดับที่
23

สถานที่

อนุปิยนิคม

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ

พระพุทธกิจ

พระพุทธกิจ