กลหวิวาทสูตร

ว่าด้วย
เหตุเกิดจากของที่รัก เป็นต้น
เหตุการณ์
ในมหาสมัย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้แก่เทวดาพวกโทสะจริต ผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลาย ๘ ประการ มีการทะเลาะกันเป็นต้น เกิดแต่เหตุไร จึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์ เพื่อทรงทำให้แจ้งถึงธรรมเหล่านั้น

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และคำส่อเสียด เกิดจากอะไร ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านั้นเกิดจากอะไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และคำส่อเสียด เกิดจากของที่รัก
ความทะเลาะ ความวิวาท ประกอบเข้าด้วยความตระหนี่
ก็เมื่อความวิวาทเกิดแล้ว คำส่อเสียดย่อมเกิด

พระพุทธนิมิตตรัสถามต่อไปว่า

ความรักในโลกมีอะไรเป็นเหตุ
ความโลภของชนมีอะไรเป็นเหตุ
ความหวังและความสำเร็จของนรชนในสัมปรายภพมีอะไรเป็นเหตุ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ
ความโลภของมีความพอใจเป็นเหตุ
ความหวังและความสำเร็จของนรชนในสัมปรายภพ มีความพอใจนี้เป็นเหตุ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ
การวินิจฉัย คือ ตัณหาและทิฐิก็ดี เกิดจากอะไร
ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยก็ดี เกิดจากอะไร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสุขเวทนาและทุกขเวทนาใดว่าเป็นความยินดีและความไม่ยินดีในโลก ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น
สัตว์ในโลกเห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลายแล้วย่อมกระทำการวินิจฉัย
เมื่อความยินดีและความไม่ยินดีมีอยู่ ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยธรรมก็ย่อมเกิดขึ้นได้
บุคคลผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ
ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความยินดีและความไม่ยินดีมีอะไรเป็นเหตุ
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี
ความเสื่อมไปและความเกิดขึ้น (แห่งความยินดีและ ความไม่ยินดี) ว่ามีสิ่งใดเป็นเหตุ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นเหตุ
เมื่อผัสสะไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี 
ความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นนี้ มีผัสสะเป็นเหตุ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นเหตุ
ความหวงแหนเกิดจากอะไร
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี
เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ผัสสะอาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น
ความหวงแหนมีความปรารถนาเป็นเหตุ
เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี
เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างไรจึงไม่มี
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอาการที่รูป และสุข ทุกข์นี้ไม่มี

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ
เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็มิใช่
เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึงไม่มี
เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีสัญญาเป็นเหตุ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง (มีความถือตัวว่า) เป็นบัณฑิต ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่าเป็นความบริสุทธิ์ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง
ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฐิและอุจเฉททิฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรมโดยลักษณะมีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เป็นต้น หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร ย่อมไม่มาเกิดบ่อยๆ
 

 


อ่าน กลหวิวาทสูตร 

อ้างอิง
กลหวิวาทสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๔๑๘ หน้าที่ ๓๗๓-๓๗๖
ลำดับที่
23

สถานที่

ไม่ระบุ

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ

พระพุทธกิจ

พระพุทธกิจ