Main navigation
ความสามัคคี
Share:

(๑) ความพร้อมเพรียง ได้แก่ สามัคคี ๓ อย่าง คือ

คณะสามัคคี ๑
ธรรมสามัคคี ๑
อนภินิพพัตติสามัคคี ๑

คณะสามัคคีเป็นไฉน

ภิกษุทั้งหลายแม้มาก พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดังว่าน้ำเจือด้วยน้ำนม แลดูกันและกันด้วยจักษุเป็นที่รักอยู่ นี้ชื่อว่า คณะสามัคคี

ธรรมสามัคคีเป็นไฉน

สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านั้นย่อมแล่นไป ผ่องใส ประดิษฐานด้วยดี พ้นวิเศษโดยความเป็นอันเดียวกัน ความขัดแย้งกันแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี นี้ชื่อว่า ธรรมสามัคคี

อนภินิพพัตติสามัคคีเป็นไฉน

ภิกษุทั้งหลายแม้มาก ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความเป็นของบกพร่องหรือเต็มล้น แห่งนิพพานธาตุของภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ปรากฏ นี้ชื่อว่า อนภินิพพัตติสามัคคี

ความสามัคคีของสงฆ์เป็นธรรมเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ 

(๒) ธรรมอย่างหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ สังฆสามัคคี 

เมื่อสงฆ์พร้อมเพรียงกันอยู่ย่อมไม่มีการบาดหมางซึ่งกันและกัน ไม่มีการบริภาษซึ่งกันและกัน ไม่มีการขับไล่ซึ่งกันและกัน

เพราะสังฆสามัคคีนั้น ชนทั้งหลายผู้ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส และชนผู้เลื่อมใสแล้วย่อมเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข และการอนุเคราะห์ซึ่งหมู่ผู้พร้อมเพรียงกัน ผู้ยินดีแล้วในหมู่ผู้พร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากธรรมอันเกษมจากโยคะ ผู้นั้นกระทำหมู่ให้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ตลอดกัป

(๓) บุคคลผู้ที่ทำสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้น จะประสพบุญอันประเสริฐ คือ บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้นจะบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง

ความสามัคคีเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ

(๔) สมัยใด พวกภิกษุต่างสามัคคีกัน ชื่นชมยินดี ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ ต่างมองดูกันและกันด้วยนัยน์ตาอันเปี่ยม ด้วยความรักอยู่ สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายต่างประสบบุญเป็นอันมาก ในสมัยเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลายต่างก็อยู่เหมือนพรหม คือ อยู่ด้วยมุทิตาเจโตวิมุติ

ผู้ที่ปราโมทย์ย่อมเกิดปีติ ผู้ที่มีใจประกอบด้วยปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข ผู้มีสุขจิตย่อมตั้งมั่น 

ผู้ยินดีในความสามัคคีย่อมไม่คลาดจากนิพพาน

(๕) พวกท่านทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว

บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรมย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

หมู่คณะที่สามัคคีกัน เป็นหมู่คณะที่เลิศ

(๖) บริษัท ๒ จำพวก คือ บริษัทที่แยกออกเป็นพวก ๑ บริษัทที่สามัคคีกัน ๑

บริษัทที่แยกออกเป็นพวกเป็นไฉน

บริษัทใดมีภิกษุหมายมั่นทะเลาะวิวาทกัน ต่างเอาหอก คือปากทิ่มแทงกันและกันอยู่ บริษัทเช่นนี้เรียกว่าบริษัทที่แยกกันเป็นพวก 

บริษัทที่สามัคคีกันเป็นไฉน

บริษัทใดมีภิกษุพร้อมเพรียงกัน ชื่นชมกัน ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ ต่างมองดูกันและกันด้วยนัยน์ตาเป็นที่รักอยู่บริษัทเช่นนี้ เรียกว่าบริษัทที่สามัคคีกัน 

บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่สามัคคีกันเป็นเลิศ

ธรรมเพื่อความสามัคคีของหมู่คณะ

(๗) ภิกษุพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยังเป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ แลดูกันและกันด้วยจักษุอันเป็นที่รักเพราะเหตุอย่างไร

ภิกษุมีความดำริอย่างนี้ว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เห็นปานนี้ เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

มีความดำริอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงเก็บจิตของตนเสียแล้ว ประพฤติตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ แล้วก็เก็บจิตของตนเสีย ประพฤติอยู่ตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ กายของพวกเราต่างกันจริงแล แต่ว่าจิตดูเหมือนเป็นอันเดียวกัน

ผู้ใดกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านก่อน ท่านผู้นั้นย่อมปูลาดอาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้ ตั้งถาดสำรับไว้ ท่านผู้ใดกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทีหลัง ถ้ามีบิณฑบาตที่เหลือจากฉัน หากประสงค์ ก็ฉัน ถ้าไม่ประสงค์ก็ทิ้งเสียในที่ปราศจากของเขียวหรือเทลงในน้ำที่ไม่มีสัตว์ ท่านผู้นั้นเก็บอาสนะ เก็บน้ำฉันเก็บน้ำใช้ เก็บถาดสำรับ กวาดโรงภัต ท่านผู้ใดเห็นหม้อน้ำฉัน น้ำใช้ หรือหม้อน้ำชำระว่างเปล่า ท่านผู้นั้นก็เข้าไปตั้งไว้ ถ้าเหลือวิสัยของท่าน ก็กวักมือเรียกรูปที่สองแล้วช่วยกันยกเข้าไปตั้งไว้ จะไม่เปล่งวาจาเพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย และทุกวันที่ ๕ จะนั่งสนทนาธรรมกถาตลอดคืนยังรุ่ง เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปอยู่ ด้วยประการฉะนี้

(๘) ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน เป็นเหตุก่อความรัก ก่อความเคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน เพื่อไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้มี ๖ อย่าง คือ

๑. ภิกษุมี กายกรรม ประกอบด้วยเมตตาปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

๒. ภิกษุมี วจีกรรม ประกอบด้วยเมตตาปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

๓. ภิกษุมี มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

๔. ภิกษุมีลาภใด ๆ เกิดโดยธรรม ได้แล้วโดยธรรมที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตรเป็นผู้ไม่แบ่งกันเอาลาภเห็นปานนั้นไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไปกับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล

๕. ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลทั้งหลายที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่แตะต้อง เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิเห็นปานนั้นกับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

๖. ภิกษุถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฐิ ในทิฐิที่เป็นของพระอริยะอันนำออก ชักนำผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบเห็นปานนั้น กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ 

ธรรม ๖ อย่าง เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน เป็นเหตุก่อความรัก ก่อความเคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน เพื่อไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง ๖ อย่างนี้ ประพฤติอยู่ พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าวพวกเราได้ น้อยก็ตาม มากก็ตาม ซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้หรือ

เพราะฉะนั้น พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง ๖ อย่างนี้ ประพฤติเถิด ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน

(๙) ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

๒. ภิกษุเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

๓. ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี

๔. ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน มีปรกติรับคำพร่ำสอนโดยเคารพ

๕. ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในกรณียกิจทั้งสูงทั้งต่ำของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น เป็นผู้สามารถเพื่อทำ เพื่อจัดได้

๖. ภิกษุมีความใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย

๗. ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย

๘. ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้

๙. ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกนึกถึงกิจที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้

๑๐. ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

ความแตกกันของสงฆ์เป็นธรรมไม่เกื้อกูลแก่เทวดาและและมนุษย์

(๑๐) ธรรมอย่างหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ความสุขแก่ชนมาก เพื่อความฉิบหายแก่ชนมากเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ สังฆเภท

ก็เมื่อสงฆ์แตกกันแล้วย่อมมีการบาดหมางซึ่งกันและกัน มีการบริภาษซึ่งกันและกัน มีการดูหมิ่นซึ่งกันและกัน มีการขับไล่ซึ่งกันและกัน

เพราะสงฆ์แตกกันนั้น ชนทั้งหลายผู้ยังไม่เลื่อมใส ย่อมไม่เลื่อมใส และผู้เลื่อมใสบางพวกย่อมเป็นอย่างอื่นไป

ผู้ทำลายสงฆ์ต้องไปเกิดในอบาย ตกนรกตั้งอยู่ตลอดกัป ผู้มีความยินดีในพวก ตั้งอยู่ในอธรรม ย่อมเสื่อมจากธรรมอันเกษมจากโยคะ ผู้นั้นครั้นทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป 

โทษแห่งการทำลายสงฆ์ให้แตกกัน

บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ยินดีแล้วในการแตกแยก ตั้งอยู่ในอธรรม เป็นผู้เข้าถึงอบาย เข้าถึงนรก ตั้งอยู่นรกนั้นตลอดกัปหนึ่ง ย่อมพลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมเสวยกรรมอยู่ในนรกตลอดกัปหนึ่ง เพราะทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกกัน 

เหตุให้สงฆ์แตกกัน สามัคคีกัน

(๑๑) สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร

ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้
ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า เป็นธรรม
ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า ไม่เป็นธรรม
ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่า เป็นวินัย
ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่า ไม่เป็นวินัย
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ ว่าตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ 
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้ บอกไว้ ว่าตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมา ว่าตถาคตเคยประพฤติมา
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตเคยประพฤติมา ว่าตถาคตไม่เคยประพฤติมา
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่บัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่บัญญัติไว้
ย่อมแสดงอนาบัติว่า เป็นอาบัติ
ย่อมแสดงอาบัติว่า เป็นอนาบัติ
ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติหนัก
ย่อมแสดงอาบัติหนักว่า เป็นอาบัติเบา
ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
ย่อมแสดงอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ
ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ
ย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติชั่วหยาบ

พวกเธอย่อมประกาศให้แตกแยกกัน ด้วยวัตถุ ๑๘ ประการนี้ ย่อมแยกทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม สวดปาติโมกข์แยกจากกัน

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สงฆ์เป็นอันแตกกันแล้ว

ภิกษุเหล่านั้นย่อมทอดทิ้งกัน แยกจากกัน ทำสังฆกรรมแยกกัน ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้

(๑๒) สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล

ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้

ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่า ไม่ใช่ธรรม
ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า เป็นธรรม
ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่เป็นวินัยว่า ไม่เป็นวินัย
ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่า เป็นวินัย
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ ว่าตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ ว่าตถาคตกล่าวไว้บอกไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมา ว่าตถาคตไม่เคยประพฤติมา
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตเคยประพฤติมา ว่าตถาคตเคยประพฤติมา
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตบัญญัติไว้
ย่อมแสดงอนาบัติว่า เป็นอนาบัติ
ย่อมแสดงอาบัติว่า เป็นอาบัติ
ย่อมแสดงอาบัติเบาว่า เป็นอาบัติเบา
ย่อมแสดงอาบัติหนักว่า เป็นอาบัติหนัก
ย่อมแสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่า เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ
ย่อมแสดงอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ว่า เป็นอาบัติหาส่วนเหลือมิได้
ย่อมแสดงอาบัติชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติชั่วหยาบ
ย่อมแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ

พวกเธอย่อมไม่ประกาศแตกแยกกันด้วยวัตถุ ๑๘ ประการนี้ ภิกษุย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่แยกทำอุโบสถ ไม่แยกทำปวารณา ไม่ทำสังฆกรรมแยกจากกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกจากกัน 

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สงฆ์เป็นอันพร้อมเพรียงกัน 

(๑๓) สังฆสามัคคีที่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรม

สังฆสามัคคีมี ๒ อย่าง คือ สังฆสามัคคีเสียอรรถ แต่ได้พยัญชนะ ๑ สังฆสามัคคีได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะ ๑

สังฆสามัคคีเสียอรรถ แต่ได้พยัญชนะเป็นไฉน

ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาทแห่งสงฆ์ ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การถือต่างกันแห่งสงฆ์ การทำต่างกันแห่งสงฆ์ ย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์ยังไม่ทันวินิจฉัยเรื่องนั้น ยังไม่ทันสาวเข้าไปถึงมูลเหตุจากมูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี นี้เรียกว่าสังฆสามัคคีเสียอรรถ แต่ได้พยัญชนะ

สังฆสามัคคีนี้ ไม่เป็นธรรม

สังฆสามัคคี ได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะเป็นไฉน

ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาทแห่งสงฆ์ ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การถือต่างกันแห่งสงฆ์ การทำต่างกันแห่งสงฆ์ ย่อมมีเพราะเรื่องใด สงฆ์วินิจฉัยเรื่องนั้น สาวเข้าไปถึงมูลเหตุ จากมูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี นี้เรียกว่า สังฆสามัคคีที่ได้ทั้งอรรถ ได้ทั้งพยัญชนะ

สังฆสามัคคีนั้นเป็นธรรม

พุทโธวาทเพื่อความพร้อมเพรียงของสงฆ์

(๑๔) ภิกษุใดเพียรพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรือถือเอาอธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกัน ยกย่องกันอยู่ ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอย่าได้เพียรพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรืออย่าได้ถือเอาอธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกันยกย่องยันอยู่ ขอท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์ เพราะว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก 

(๑๕) ความทำลายสงฆ์ อย่าได้ชอบแม้แก่พวกท่าน ขอพวกท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์ เพราะว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุเทศเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก

(๑๖) ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องอาบัติแล้วมีความเห็นในอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่นมีความเห็นในอาบัตินั้นว่าเป็นอาบัติ

ถ้าพวกเธอรู้จักภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย  เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา ใคร่ต่อสิกขา ถ้าพวกเราจักยกภิกษุรูปนี้ เพราะไม่เห็นอาบัติ จักทำอุโบสถร่วมกับภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องทำอุโบสถแยกจากภิกษุรูปนี้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์

ภิกษุทั้งหลายผู้เกรงแต่ความแตกกัน ไม่พึงยกภิกษุนั้นเพราะไม่เห็นอาบัติ

และได้ตรัสประทานพระพุทโธวาทแก่ภิกษุพวกที่สนับสนุนผู้ถูกยกว่า พวกเธอต้องอาบัติแล้ว อย่าสำคัญอาบัติว่าไม่ต้องทำคืน ด้วยเข้าใจว่าพวกเราไม่ต้องอาบัติ

ถ้าเธอรู้จักภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่าท่านเหล่านี้แลเป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย  เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา ใคร่ต่อสิกขา คงจะไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติเพราะเหตุแห่งเรา หรือเพราะเหตุแห่งภิกษุเหล่าอื่น ถ้าภิกษุเหล่านี้จักยกเรา เพราะไม่เห็นอาบัติ พวกเธอจักทำอุโบสถร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องทำอุโบสถแยกจากเรา ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์

ภิกษุผู้เกรงแต่ความแตกกัน พึงยอมแสดงอาบัตินั้นเสีย แม้ด้วยความเชื่อผู้อื่น

พุทธวิธีไกล่เกลี่ยความเห็นในธรรมที่ต่างกัน

(๑๗) ธรรมเหล่าใด แสดงแล้วด้วยความรู้ยิ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ในธรรมเหล่านั้น เมื่อภิกษุนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุสองรูปกล่าวต่างกันในธรรม

ถ้าพวกภิกษุเห็นว่าในภิกษุสองรูปนั้น มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่ท่านนั้นว่า ท่านทั้งสองมีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะนี้ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

ต่อจากนั้น ภิกษุอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะนี้ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

แล้วจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิดไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น

ถ้าในภิกษุสองรูปนั้น มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่ท่านนั้นว่า แล้วกล่าวแก่ท่านนั้นว่า ท่านทั้งสองมีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ลงกันได้โดยพยัญชนะ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

ต่อจากนั้น ภิกษุอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งสองมีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ลงกันได้โดยพยัญชนะนี้ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

แล้วจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิด และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก โดยเป็นข้อถูกไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น

ถ้าในภิกษุสองรูปนั้น มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่ท่านว่า ท่านมีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย

ต่อจากนั้น ภิกษุอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งสองมีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันโดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย

แล้วจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก โดยเป็นข้อถูก และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิดไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น
 
ถ้าในภิกษุสองรูปนั้น มีวาทะสมกัน ลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่ท่านนี้ว่า ท่านทั้งสองมีวาทะสมกันลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันโดยอาการที่สมกัน ลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

ต่อจากนั้น ภิกษุอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะสมกัน ลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันโดยอาการที่สมกัน ลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

แล้วจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก โดยเป็นข้อถูกไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น

เมื่ออาบัติเกิดขึ้น

ความสามัคคี


เมื่อภิกษุทั้งหลายพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพึงมีอาบัติ ล่วงละเมิดบัญญัติ อย่าเพิ่งโจทภิกษุรูปนั้นด้วยข้อโจท พึงใคร่ครวญบุคคลก่อนว่า ด้วยอาการนี้ ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีทิฐิมั่น ย่อมสละคืนได้ง่าย และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด

ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา แต่ความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ มีความผูกโกรธ มีทิฐิมั่น แต่ย่อมสละคืนได้ง่าย และอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้ เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้เป็นเรื่องใหญ่กว่า ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด

ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา แต่ความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ แต่มีทิฐิมั่น ยอมสละคืนได้ง่าย และอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเรา เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้เป็นเรื่องใหญ่กว่า ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด

ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ มีความผูกโกรธ มีทิฐิมั่น สละคืนได้ยาก แต่อาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเราและความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้เป็นเรื่องใหญ่กว่า ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด

แต่ถ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ มีความผูกโกรธ มีทิฐิมั่น สละคืนได้ยาก ทั้งก็ไม่อาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ พวกเธอก็ต้องไม่ละเลยอุเบกขาในบุคคลเช่นนี้

เมื่อมีการแข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บ ไม่ยินดีต่อกัน

เมื่อภิกษุนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้น ภิกษุที่เป็นฝ่ายเดียวกันในที่นั้น รูปใดว่าง่าย พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวว่า เรื่องที่พวกเราเกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้

แล้วถามต่อไปว่า ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้ จะทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ

จากนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุอื่น ๆ ที่ว่าง่ายที่เป็นฝ่ายเดียวกัน แล้วกล่าวว่า เรื่องที่พวกเราเกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้

แล้วถามต่อไปว่าว่า ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้ จะทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ

ถ้าภิกษุอื่น ๆ เหล่านั้นถามว่า ท่านให้ภิกษุเหล่านั้น (ที่พูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ฯลฯ) ออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลแล้วหรือ พึงพยากรณ์ว่า ในเรื่องนี้ตนได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว ตนได้บอกแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมแล้ว ออกจากอกุศล และดำรงอยู่ในกุศลได้แล้ว

ภิกษุเมื่อพยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่าไม่ยกตน ไม่ข่มคนอื่น พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรมด้วย ทั้งการกล่าวก่อนและการกล่าวตามกันอะไร ๆ อันชอบด้วยเหตุ ย่อมไม่ถึงฐานะน่าตำหนิด้วย

 

 

อ้างอิง:
(๑) ชราสุตตนิทเทส พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๙ ข้อที่ ๒๑๑ หน้าที่  ๑๒๓ – ๑๒๔
(๒) โมทสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๙๗ หน้าที่ ๒๐๕-๒๐๖
(๓) อานันทสังฆสามัคคีสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๔๐ หน้าที่ ๗๗-๗๘
(๔) ปริสสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๕๓๕ หน้า ๒๓๒
(๕) ผันทนชาดก พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๗ ข้อที่ ๑๗๕๐
(๖) ปริสวรรค พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๐ ข้อ ๒๘๘
(๗) จูฬโคสิงคสาลสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒  ข้อที่ ๓๖๓ หน้าที่ ๒๗๒-๒๗๙
     อุปักกิเลสสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๔๔๖-๔๕๐
(๘) สามคามสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๖๕-๖๖ หน้าที่ ๔๐-๔๙
(๙) ภัณฑนสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๔ หน้าที่ ๙๒-๙๕
(๑๐) เภทสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๑๙๖
(๑๑) สังฆเภท พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๗ ข้อที่ ๔๐๔
      อานันทสังฆเภทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๓๙-๔๐ หน้าที่ ๗๘-๗๙
      อุปาลิสังฆเภทสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๓๕ หน้าที่ ๗๗-๗๘
(๑๒) สังฆสามัคคี พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๗ ข้อที่ ๔๐๕
        อุปาลิสามัคคีสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๓๖ หน้าที่ ๗๗-๗๘
        อานันทสังฆสามัคคีสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๔๐ หน้าที่ ๗๗-๗๘
(๑๓) สังฆสามัคคี ๒ อย่าง พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อที่ ๒๕๙
(๑๔) สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑ ข้อที่ ๕๙๓ (พระบัญญัติ)
(๑๕) สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๑ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑ ข้อที่ ๖๐๐ (พระบัญญัติ)
(๑๖) โกสัมพีขันธกะ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๕ ข้อที่ ๒๓๙
(๑๗) กินติสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ ข้อ ๔๔-๕๐ หน้าที่ ๓๔-๓๙
 
 

คำต่อไป