ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ

เหตุการณ์
พระเจ้ามหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าว่า อุบาสกผู้มีปัญญาพึงกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนักว่าอย่างไร

อุบาสกผู้มีปัญญา พึงปลอบอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการ ว่า

ท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม

ท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า   

ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ 

เมื่อปลอบอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ป่วย ได้รับทุกข์ ด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการนี้แล้ว พึงให้ผู้ป่วยนั้นน้อมใจสู่นิพพาน โดยถามเป็นลำดับดังนี้ว่า

ท่านยังมีความห่วงใยในมารดาและบิดาอยู่หรือ 

ถ้ายังมีความห่วงใยในมารดาและบิดาอยู่ อุบาสกนั้นพึงกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า แม้ท่านจะกระทำความห่วงใยในมารดาและบิดา ก็จะตายไป  ถ้าแม้ท่านจะไม่กระทำความห่วงใยในมารดาและบิดา ก็จะตายไปเหมือนกัน ขอท่านจงละความห่วงใยในมารดาและบิดาของท่านเสียเถิด

ถ้าเขาละความห่วงใยในมารดาและบิดาแล้ว พึงถามเขาว่า ท่านยังมีความห่วงใยในบุตรและภริยาอยู่หรือ 

ถ้าเขายังมีความห่วงใยในบุตรและภริยาอยู่ พึงกล่าวกะเขา อย่างนี้ว่า แม้ท่านจะห่วงใยในบุตรและภริยา ก็จะตายไป   ถ้าแม้ท่านจะไม่ห่วงใยในบุตรและภริยา ก็จะตายไปเหมือนกัน   ขอท่านจงละความห่วงใยในบุตรและภริยาของท่านเสียเถิด

ถ้าเขาละความห่วงใยในบุตรและภริยาแล้ว พึงถามเขาว่าท่านยังมีความห่วงใยในกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่หรือ 

ถ้าเขายังมีความห่วงใยในกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์อยู่ พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า กามอันเป็นทิพย์ยังดีกว่า ประณีตกว่ากามอันเป็นของมนุษย์ ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากกามอันเป็นของมนุษย์ แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นจาตุมหาราชเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นจาตุมหาราช ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นจาตุมหาราช แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นดาวดึงส์เถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว  อุบาสกนั้นพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นยามายังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นดาวดึงส์ แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นยามาเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นยามาแล้ว. พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นดุสิตยังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นยามา ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นยามา แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นดุสิตเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นดุสิตแล้ว  พึงกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นนิมมานรดียังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นดุสิต ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นดุสิต แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นนิมมานรดีเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นนิมมานรดีแล้ว พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตียังดีกว่า ประณีตกว่าพวกเทพชั้นนิมมานรดี ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นนิมมานรดี แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว พึงกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า พรหมโลกยังดีกว่า ประณีตกว่า พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี แล้วน้อมจิตไปในพรหมโลกเถิด

ถ้าจิตของเขาน้อมไปในพรหมโลกแล้ว พึงกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า แม้พรหมโลกก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ยังนับเนื่องในสักกายะ  ขอท่านจงพรากจิตให้ออกจากพรหมโลก แล้วนำจิตเข้าไปในความดับสักกายะเถิด

ถ้าเขานำจิตเข้าไปในความดับสักกายะแล้ว  ผู้มีจิตพ้นแล้วอย่างนี้ไม่ต่างกับภิกษุผู้พ้นแล้วตั้งร้อยปี คือ พ้นด้วยวิมุติเหมือนกัน


อ่าน คิลายนสูตร

อ้างอิง
คิลายนสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๑๖๒๗-๑๖๓๐ หน้า ๔๐๖-๔๐๗
ลำดับที่
19

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ

พระพุทธกิจ

พระพุทธกิจ