Main navigation
พละ
Share:

พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้แล

อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ

สัทธาพละ
วิริยพละ
สติพละ
สมาธิพละ
ปัญญาพละ
หิริพละ
โอตตัปปพละ
ปฏิสังขานพละ
ภาวนาพละ
อนวัชชพละ
สังคาหพละ
ขันติพละ
ปัญญัตติพละ
นิชฌัตติพละ
อิสริยพละ
อธิษฐานพละ
สมถพละ
วิปัสสนาพละ
เสกขพละ ๑๐
อเสกขพละ ๑๐
ขีณาสวพละ ๑๐
อิทธิพละ ๑๐
ตถาคตพละ ๑๐

สัทธาพละเป็นไฉน

ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความไม่ศรัทธา

เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม
เพราะความว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย
เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ
เพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต
เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต
เพราะความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ
เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง
เพราะความว่าตรัสรู้สัจจะ
เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ

นี้เป็นสัทธาพละ


วิริยพละเป็นไฉน

ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน

เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ
เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ

นี้เป็นวิริยพละ


สติพละเป็นไฉน

ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท

เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ
เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ

นี้เป็นสติพละ


สมาธิพละเป็นไฉน

ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ

เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ
เพราะความว่าให้การบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ

นี้เป็นสมาธิพละ


ปัญญาพละเป็นไฉน

ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เ

พราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ
เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ

นี้เป็นปัญญาพละ


หิริพละเป็นไฉน

ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ
ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท
ละอายถีนมิทธะด้วยโลกสัญญา
ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน
ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรมววัตถาน
ละอายอวิชชาด้วยญาณ
ละอายอรติด้วยความปราโมทย์
ละอายนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน
ละอายวิตกและวิจาร ทุติยฌาน
ละอายปีติ ตติยฌาน
ละอายสุขและทุกข์ จตุตถฌาน

ละอายรูปสัญญา (ความหมายรู้รูป) ปฏิฆสัญญา (ความหมายรู้ความกระทบกระทั่งในใจ) นานัตตสัญญา (ความหมายรู้ภาวะต่างกัน) อากาสานัญจายตนสมาบัติ

ละอายอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ

ละอายวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ

ละอายอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

ละอายนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา

ละอายสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา

ละอายอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสสนา

ละอายนันทิ (ความยินดี) ด้วยนิพพิทานุปัสสนา

ละอายราคะ (ความกำหนัด) ด้วยวิราคานุปัสสนา

ละอายสมุทัย (เหตุเกิด) ด้วยนิโรธานุปัสสนา

ละอายอาทานะ (ความยึดถือ) ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา

ละอายฆนสัญญา (ความหมายรู้ว่าเป็นก้อน) ด้วยขยานุปัสสนา (ความแตก ความกระจาย)

ละอายอายุหนะ  (กรรมเป็นเครื่องประมวลมา) ด้วยวยานุปัสสนา (ความดับ ความเสื่อมไป)

ละอายธุวสัญญา (ความหมายรู้ว่ามั่นคง) ด้วยวิปริณามานุปัสสนา (ความแปรปรวน ไม่คงที่)

ละอายนิมิต (เครื่องหมาย) ด้วยอนิมิตตานุปัสสนา

ละอายปณิธิ (ความตั้งมั่น) ด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา

ละอายอภินิเวส (ความยึดมั่น) ด้วยสุญญตานุปัสสนา

ละอายสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นว่าเป็นแก่นสาร) ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา

ละอายสัมโมหาภินิเวส (ความยึดมั่นเพราะความหลง) ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ

ละอายอาลยาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ด้วยอาทีนวานุปัสสนา

ละอายอัปปฏิสังขา (การไม่พิจารณา) ด้วยปฏิสังขานุปัสสนา (การพิจารณาหาทาง)

ละอายสัญโญคาภินิเวส (ความยึดมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ) ด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา

ละอายกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ด้วยโสดาปัตติมรรค

ละอายกิเลสอย่างหยาบ ด้วยสกทาคามิมรรค

ละอายกิเลสอย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค

ละอายสรรพกิเลส ด้วยอรหัตมรรค

นี้เป็นหิริพละ


โอตตัปปพละเป็นไฉน

ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นโอตตัปปพละ


ปฏิสังขานพละเป็นไฉน

ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นปฏิสังขานพละ


ภาวนาพละเป็นไฉน

ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค

นี้เป็นภาวนาพละ


อนวัชชพละเป็นไฉน

ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว

ในความไม่พยาบาทไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ

ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว

นี้เป็นอนวัชชพละ


สังคาหพละเป็นไฉน

ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาท ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค

นี้เป็นสังคาหพละ


ขันติพละเป็นไฉน

ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะย่อมอดทนเพราะละกามฉันทะได้แล้ว

ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ

อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว

นี้เป็นขันติพละ


ปัญญัตติพละเป็นไฉน

ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาท ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค

นี้เป็นปัญญัตติพละ


นิชฌัตติพละเป็นไฉน

ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาท ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอรหัตมรรค

นี้เป็นนิชฌัตติพละ


อิสริยพละเป็นไฉน

ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถอรหัตมรรค

นี้เป็นอิสริยพละ


อธิษฐานพละเป็นไฉน

ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ

เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ

สมถพละเป็นไฉน (ดู สมถะ)

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถเนกขัมมะ เป็นสมถพละ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ ฯ

ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในปีติด้วยตติยฌาน

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ นี้เป็นสมถพละ


วิปัสสนาพละเป็นไฉน (ดู วิปัสสนา)

อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ
ทุกขานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ
ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ

การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ

การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ

การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ฯ

ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา

เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์

นี้เป็นวิปัสสนาพละ


เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน

ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฐิ

ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐินั้นเสร็จแล้ว

ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาสังกัปปะ

ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จแล้ว

ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯ สัมมาวิมุติ

ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ นั้นเสร็จแล้ว

เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ นี้


ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน

ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ
ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว

อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไปเอนไปในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว

อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของพระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว

อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐

อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน (ดู ฤทธิ์)

ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑
ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ๑
ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑
ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑
ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑
ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑
ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑
ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๑
ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑

ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้น ๆ อิทธิพละ ๑๐ นี้


ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน

พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงทราบซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยปฏิญาณฐานะ
ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความ ผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌานวิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่พระตถาคต ทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุต อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร

ตถาคตพละ ๑๐ นี้


ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่าสมาธิพละ ชื่อว่าปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา

ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน

ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท

ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ

ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา

ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอันลามก

ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก

ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ

ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น มีกิจเป็นอันเดียวกัน

ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง

ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น

ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น

ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น

ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น

ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น

ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขมมะเป็นต้น

ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น

ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น

ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้น

ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว

ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น

ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อมสำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้น ๆ

ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล

 

อ้างอิง:
(๑) พลกถา พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๑ ข้อที่ ๖๒๑-๖๓๒
 

คำต่อไป