เมตตสูตร

ว่าด้วย
การเจริญพรหมวิหาร ๔
เหตุการณ์
อัญญเดียรถีย์ปริพาชะถามภิกษุทั้งหลายว่า อะไรเป็นความแตกต่างกันของธรรมเทศนาเกี่ยวกับการเจริญพรหมวิหาร ๔ ของพระสมณโคดมกับของพวกปริพาชก

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวโกลิยะ ชื่อ หลิททวสันนะ ในโกลิยชนบท ภิกษุหลายรูปจะเข้าไปบิณฑบาตยังหลิททวสันนนิคม แต่ยังเช้านักจึงไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกัน พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกได้พูดกะภิกษุเหล่านั้นว่า
 
พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า
 
ภิกษุทั้งหลายละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญาแล้ว จงมีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง

จงมีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั่วโลก ในที่ทุกสถาน อันมีสัตว์ทุกหมู่เหล่าอยู่เถิด
 
พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายได้เนื้อความเหมือนกัน และถามว่าในการแสดงธรรมของพวกเขานี้ อะไรเป็นความแตกต่างกันของธรรมเทศนาของพวกเขากับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม
 
ภิกษุเหล่านั้นไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านคำพูดของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยตั้งใจว่าจะไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
 
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
 
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุควรถามพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกว่า
 
เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ และอุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด
 
เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบไม่ได้เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัยและไม่แลเห็นใครจะแก้ปัญหานี้ได้เว้นเสียจากพระองค์ สาวกหรือผู้ที่ฟังจากพระองค์ หรือจากสาวกของพระองค์
 
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
 
เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ และอุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันสหรคตด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
 
ถ้าหวังอยู่ว่า พึงมีความสำคัญว่าปฏิกูล ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูล ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่
 
ถ้าหวังอยู่ว่า พึงมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่
 
ถ้าหวังอยู่ว่า พึงมีความสำคัญว่าปฏิกูล ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูล ในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่
 
ถ้าหวังอยู่ว่า พึงมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ในสิ่งปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่
 
ถ้าหวังอยู่ว่า พึงแยกสิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือเข้าถึงสุภวิโมกข์อยู่ เมตตาเจโตวิมุติ มีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของภิกษุจึงยังเป็นโลกีย์
 
เพราะล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญา คำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สุด ย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่ กรุณาเจโตวิมุติ ว่ามีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของภิกษุจึงยังเป็นโลกีย์
 
เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง คำนึงอยู่ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ย่อมบรรลุวิญญาณัญจายตนะอยู่ มุทิตาเจโตวิมุติ มีวิญญาณัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของภิกษุจึงยังเป็นโลกีย์
 
เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง คำนึงอยู่ว่า อะไรนิดหนึ่งไม่มี ย่อมบรรลุอากิญจัญญายตนะอยู่ อุเบกขาเจโตวิมุติ มีอากิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของภิกษุจึงยังเป็นโลกีย์




อ่าน เมตตสูตร

 

อ้างอิง
เมตตสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๕๗๓-๖๐๐ หน้า ๑๔๐-๑๔๖
ลำดับที่
19

สถานการณ์

การปฏิบัติธรรม

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ

พระธรรม

ธรรมปฏิบัติ

พระธรรม

วิเวก

พระธรรม

ธรรมวิภังค์

พระธรรม

เวทัลลธรรม

พระธรรม

อานุภาพกรรม

พระธรรม

สุคติ สุคโต

พระธรรม

ฆราวาสธรรม