ปริวีมังสนสูตร

ว่าด้วย
การพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เหตุการณ์
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุเมื่อพิจารณา พึงพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ทุกข์คือชราและมรณะ มีประการต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้มีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ เมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี

ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี

ภิกษุนั้นเมื่อพิจารณาย่อมรู้ประจักษ์ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี

ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิด ความดับ ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร นี้เรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง

บุคคลผู้ตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา
           
ในกาลใด ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือ ไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา 

ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา  ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเมื่อสิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย
           
เมื่อสังขารไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ




อ่าน ปริวีมังสนสูตร

 

อ้างอิง
ปริวีมังสนสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๑๘๘-๑๙๕ หน้า ๘๐-๘๓
ลำดับที่
10

สถานการณ์

การปฏิบัติธรรม

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ

พระธรรม

ธรรมปฏิบัติ

พระธรรม

วิเวก

พระธรรม

ธรรมวิภังค์

พระธรรม

เวทัลลธรรม

พระธรรม

อานุภาพกรรม

พระธรรม

สุคติ สุคโต

พระธรรม

ฆราวาสธรรม