ผู้บริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคา

เหตุการณ์
พระศาสดาทรงปรารภเรื่องของชัมพุกาชีวก ผู้ด่าพระอรหันต์ด้วยอาการ ๔

ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า กุฎุมพีคนหนึ่งสร้างวิหารถวายและบำรุงพระเถระรูปหนึ่งด้วยปัจจัย ๔ วันหนึ่งมีภิกษุขีณาสพต่างถิ่นรูปหนึ่งได้เที่ยวบิณฑบาตมาถึงเรือนของกุฎุมพีนั้น กุฎุมพีเห็นพระขีณาสพนั้นมีอิริยาบถน่าเลื่อมใส จึงนิมนต์ให้เข้าไปในเรือน และได้ถวายผ้าสาฎกผืนใหญ่ นำช่างกัลบกมาปลงผมและจัดเตียงเพื่อท่าน ภิกษุเจ้าถิ่นเห็น เกิดจิตริษยาและได้เข้าไปด่าพระเถระซึ่งเป็นพระอรหันต์ด้วยอาการ ๔ ว่า

ท่านเคี้ยวกินอุจจาระ ประเสริฐกว่าการบริโภคภัตในเรือนของกุฎุมพี
ท่านให้ถอนผมด้วยแปรงตาล ประเสริฐกว่าการปลงผมด้วยช่างกัลบกที่กุฎุมพีนำมา
ท่านเปลือยกายเที่ยวไป ประเสริฐกว่าการนุ่งผ้าสาฎกที่กุฏุมพีถวาย
ท่านนอนบนแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการนอนบนเตียงที่กุฎุมพีนำมา
 
เพราะการเบียดเบียนพระอรหันต์ เมื่อท่านมรณภาพท่านได้ไปเกิดในอเวจี เสวยทุกข์เป็นอันมากเป็นเวลาพุทธันดรหนึ่ง แม้สมณธรรมที่ภิกษุนั้นทำไว้ตลอดสองหมื่นปีก็มิอาจช่วยได้
 
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ท่านไม่ต้องการนอนบนที่นอน ชอบนอนบนพื้นดิน ไม่ต้องการบริโภคอาหาร กินแต่อุจจาระของตนเท่านั้น ไม่นุ่งผ้า ชอบเปลือยกาย บิดามารดาเกรงว่าจะทำให้สกุลเสื่อมเสีย จึงนำไปบวชในสำนักของอาชีวก เมื่อบวชแล้ว ก็ยังไม่บริโภคอาหารแต่ยังกินอุจจาระเป็นอาหาร เมื่ออาชีวกรู้เรื่องจึงขับไล่เขาออกจากสำนัก
 
ชัมพุกาชีวกไปอาศัยอยู่ที่หินดาดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่สำหรับมหาชนมาถ่ายอุจจาระ เขากินอุจจาระในเวลากลางคืน ในเวลากลางวัน เขาเหนี่ยวก้อนหินข้างหนึ่งด้วยมือ ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งตั้งไว้บนเข่า ยืนเงยหน้าอ้าปาก และได้ลวงมหาชนว่ามีลมเป็นภักษา ไม่กินของอย่างอื่น และที่ยกเท้าข้างหนึ่งตั้งไว้บนเข่าเพราะมีตบะสูงกล้า ถ้าเหยียบแผ่นดินด้วยเท้าทั้งสองแผ่นดินจะหวั่นไหว มหาชนก็เลื่อมใสและนำอาหารมาถวาย ชัมพุกาบอกว่าหากกินอาหารอย่างอื่น ตบะย่อมเสื่อมไป มหาชนได้อ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่า จึงยอมเอาปลายหญ้าคาวางบนอาหาร แล้วเอาแตะที่ปลายลิ้น แล้วส่งอาหารคืนเจ้าของ อาชีวกนั้นเป็นคนเปลือย เคี้ยวกินอุจจาระ ถอนผมด้วยแปรงตาล นอนบนพื้นดิน ล่วงไป ๕๕ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาของเขา ได้เสด็จไปโปรดชัมพุกาชีวก
 
พระศาสดาเสด็จไปพักกับชัมพุกาชีวก และในปฐมยาม ท้าวมหาราชทั้งสี่ ทำทิศทั้งสี่ให้มีแสงสว่างได้มา ในมัชฌิมยาม ท้าวสักกเทวราชเสด็จมา และในปัจฉิมยาม ท้าวมหาพรหมเสด็จมาทำทั่วทั้งป่าให้มีแสงสว่าง ชัมพุกะเห็นเหตุการณ์และได้กล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเป็นผู้อัศจรรย์ ตนอยู่ที่นี่ ๕๕ ปี ไม่เคยมีเทวดาสักองค์หนึ่งมาบำรุง แล้วตรัสถามพระศาสดาถึงกรรมของตนที่ทำให้ตนต้องกินอุจจาระและนอนบนพื้นดิน 

พระศาสดาตรัสบอกกรรมที่ชุมพุกาชีวกกระทำแล้วในกาลก่อน ความสังเวชได้เกิดขึ้น หิริโอตตัปปะปะปรากฏขึ้น พระศาสดาตรัสอนุปุพพิกถาแสดงธรรมแก่ชุมพุกาชีวก ในกาลจบเทศนา เขาบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา กรรมในกาลก่อนของชัมพุกะนั้นหมดสิ้นแล้ว
 
ชัมพุกะได้บวชเป็นภิกษุและได้บอกความจริงแก่มหาชนและให้มหาชนทราบความที่ตนเป็นสาวกของพระศาสดา
 
พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมโดยตรัสพระคาถาว่า
 
คนพาลพึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกๆ เดือน เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งท่านผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว
 
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน



อ่าน ชัมพุกาชีวก
อ่าน คาถาธรรมบท พาลวรรค

 

อ้างอิง
ชัมพุกาชีวก คาถาธรรมบท พาลวรรค พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏ เล่มที่ ๔๑ ข้อที่ ๑๕ หน้า ๒๑๘-๒๓๑
ลำดับที่
17

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ