เหมือนมือไม่มีแผล

เหตุการณ์
พระศาสดาเสด็จไปโปรดนายพรานชื่อกุกกุฏมิตร นายพรานกุกกุฏมิตรพร้อมทั้งบุตรและสะใภ้ทั้ง ๑๕ คน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

ธิดาเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ได้เห็นนายพรานคนหนึ่งชื่อกุกกุฏมิตร บรรทุกเนื้อบนเกวียนใหญ่ เข้าไปสู่พระนครเพื่อขาย นางเกิดจิตปฏิพัทธ์ในนายพรานนั้น และได้ลอบหนีไปกับนายพราน ฝ่ายมารดาบิดาของนางให้คนเที่ยวตามหาก็ไม่พบ คิดว่านางตายแล้ว จึงทำภัตเพื่อผู้ตาย
 
ส่วนนางได้อยู่ร่วมกับนายพรานนั้น มีบุตร ๗ คน ทั้งหมดได้ออกเรือนไป วันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระญาณของพระองค์ ทรงเห็นนายพรานกุกกุฏมิตรกับบุตรและสะใภ้ ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของชนเหล่านั้น จึงทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปที่ดักบ่วงของนายพรานนั้น วันนั้นจึงไม่มีเนื้อสักตัวหนึ่งที่ติดบ่วง นายพรานถือธนูไปดูบ่วง เมื่อไม่พบเนื้อติดบ่วงสักตัวเดียวและได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา จึงคิดว่าพระองค์ทรงปล่อยเนื้อที่ติดบ่วงของเขา เขาจึงอาฆาตในพระศาสดา เขาเดินตามรอยพระบาทไปพบพระศาสดาประทับนั่งที่โคนพุ่มไม้ เขาจึงคิดจะฆ่าพระองค์โดยได้โก่งธนู พระศาสดาให้โก่งธนูได้ แต่ไม่ให้ยิงธนู เขาไม่อาจปล่อยลูกศรไปได้และไม่อาจลดธนูลงได้ จึงยืนโก่งธนูนิ่งอยู่อย่างนั้น
 
เมื่อพวกบุตรทั้ง ๗ คน ของเขาเห็นบิดากลับเรือนล่าช้า จึงออกไปหาบิดาและเห็นบิดายืนท่านั้น คิดว่าพระศาสดาเป็นปัจจามิตรของบิดาพวกเขา ทั้ง ๗ คนจึงโก่งธนู แล้วได้ยืนอยู่เหมือนกับบิดาของพวกเขา เพราะอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า

เมื่อมารดาเห็นสามีและบุตรล่าช้า นางกับลูกสะใภ้ทั้ง ๗ คน ไปตามและได้เห็นชนเหล่านั้นยืนโก่งธนูไปยังพระศาสดา นางได้ร้องว่าอย่าทำบิดาของนาง นายพรานกุกกุฏมิตรและบุตรได้ยินเสียงนั้น จึงตั้งเมตตาจิตคิดว่าพระศาสดาเป็นพ่อตาและตาและจะทิ้งธนู
 
พระศาสดาทรงทราบจิตของเขาเหล่านั้นอ่อนแล้ว จึงให้ลดธนูลงได้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดถวายบังคมพระศาสดา แล้วขอให้พระองค์ยกโทษให้ พระศาสดาตรัสอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา ในเวลาจบเทศนา นายพรานกุกกุฏมิตรพร้อมทั้งบุตรและสะใภ้ทั้ง ๑๕ คน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
 
เมื่อพระศาสดาเสด็จไปสู่วิหาร พระอานนทเถระทูลถามพระองค์ว่าเสด็จไปไหน พระองค์ตรัสว่าไปเรือนของกุกกุฏมิตร พระอานนท์ได้ถามว่า พระองค์ทำให้นายพรานกุกกุฏมิตรเป็นผู้ไม่ทำกรรม คือ ปาณาติบาตหรือ พระพุทธเจ้าตรัสว่านายพรานกุกกุฏมิตรพร้อมบุตรและสะใภ้ ตั้งอยู่ในศรัทธาอันไม่คลอนแคลน เป็นผู้หมดสงสัยในรัตนะ ๓ เป็นผู้ไม่ทำกรรมคือปาณาติบาตแล้ว
 
พระศาสดาตรัสว่าภรรยาของนายพรายเป็นกุมาริกาในเรือนของผู้มีตระกูล บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว พวกภิกษุจึงสนทนากันว่า ภรรยาของนายพรานบรรลุโสดาปัตติผลในกาลที่ยังเป็นเด็กหญิง แต่เมื่อไปสู่เรือนของนายพรานนั้น เมื่อสามีของนางสั่งให้นำธนู ลูกศร หอก หรือข่ายมา นางก็นำสิ่งนั้นมาให้ นายพรานนั้นถือเครื่องประหารที่นางให้ไปทำปาณาติบาต แม้พระโสดาบันทั้งหลายยังทำปาณาติบาตได้หรือ
 
พระศาสดาจึงตรัสว่า พระโสดาบันย่อมไม่ทำปาณาติบาต แต่นางได้ทำอย่างนั้นด้วยคิดว่าทำตามคำสามี จิตของนางไม่มีเลยว่า สามีนั้นจงถือเอาเครื่องประหารนี้ไปทำปาณาติบาต
 
เมื่อแผลในฝ่ามือไม่มี ยาพิษนั้นก็ไม่อาจจะให้โทษแก่ผู้ถือยาพิษได้ ฉันใด ชื่อว่าบาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำบาป แม้นำเครื่องประหารทั้งหลาย มีธนูเป็นต้นออกให้ เพราะไม่มีอกุศลเจตนา ฉันนั้นเหมือนกัน
 
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
 
ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้ บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ฉันนั้น
 
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น
 
บุพกรรมของกุกกุฏมิตรพร้อมด้วยบุตรและสะใภ้
 
ในอดีตกาล หมู่ชนจัดสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุของพระกัสสปทสพล เจดีย์สำเร็จแล้ว ถึงเวลาจะบรรจุพระธาตุ ต้องการทรัพย์มาก จะให้ใครเป็นหัวหน้า เศรษฐีบ้านนอกและเศรษฐีในกรุงต่างแย่งกันเป็นหัวหน้าในการบรรจุพระธาตุโดยการเพิ่มทรัพย์แข่งกัน เศรษฐีบ้านนอกมีทรัพย์ ๙ โกฏิเท่านั้น เศรษฐีในกรุงมีทรัพย์ ๔๐ โกฏิ เมื่อเศรษฐีบ้านนอกจะให้ทรัพย์ ๙ โกฏิ และได้คิดว่าทรัพย์ตนจะหมดจึงได้มอบทรัพย์ ๙ โกฏิ รวมทั้งตน บุตรทั้ง ๗ คน สะใภ้ทั้ง ๗ คนและภริยา จะเป็นทาสของเจดีย์
 
ชาวแว่นแคว้นจึงให้เศรษฐีบ้านนอกเป็นหัวหน้า โดยอ้างว่า ทรัพย์ ใคร ๆ ก็อาจให้เกิดขึ้นได้ แต่เศรษฐีบ้านนอกนี้พร้อมทั้งบุตรและภรรยา มอบตัวแก่เจดีย์
 
ชนทั้ง ๑๖ คนนั้น ได้เป็นทาสของเจดีย์ แต่ชาวแว่นแคว้นได้ทำพวกเขาให้เป็นไท แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ปฏิบัติเจดีย์นั่นตลอดอายุขัย จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ชนเหล่านั้นอยู่ในเทวโลกตลอด ๑ พุทธันดร

ในพุทธุปบาทนี้ ภริยาจุติจากเทวโลกนั้น บังเกิดเป็นธิดาเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ นางเมื่อยังเป็นเด็กหญิงก็บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

ก็ชื่อว่า ปฏิสนธิของสัตว์ผู้ยังไม่เห็นสัจจะเป็นภาระหนัก เพราะฉะนั้น สามีของนางจึงเวียนกลับไปเกิดในสกุลพรานเนื้อ ความสิเนหาในก่อนได้ครอบงำธิดาของเศรษฐีเมื่อเห็นนายพรานกุกกุฏมิตร
 
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า

ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ อย่างนี้ คือ เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑
 
ธิดาของเศรษฐีนั้นได้ไปสู่ตระกูลของพรานเนื้อเพราะความสิเนหาในปางก่อน แม้พวกบุตรของนางก็จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในท้องของนาง แม้เหล่าสะใภ้ของนางบังเกิดในที่นั้น ๆ เจริญวัยแล้ว ได้ไปสู่เรือนของชนเหล่านั้น  

ชนเหล่านั้นทั้งหมดปฏิบัติเจดีย์ในกาลนั้น จึงได้บรรลุโสดาปัตติผลด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น




อ่าน นายพรานกุกุกฎมิตร
อ่าน คาถาธรรมบท ปาปวรรค

 

อ้างอิง
นายพรานกุกุกฎมิตร พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏ ฯ เล่มที่ ๔๒ หน้า ๓๖-๔๔
ลำดับที่
22

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ