(๑) ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า ความโกรธ
(๒) โกธะ คือ โกรธ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต หนึ่งใน อุปกิเลส ๑๖
เหตุแห่งความโกรธ
(๓) ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาบ้าง เพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร
ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า
เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว
เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว
เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว
เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างนี้
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร
แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่น่าปรารถนา ย่อมมีความโกรธเกิด คือ
เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนากำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง
เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง
แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่น่าปรารถนา ย่อมมีความโกรธเกิด คือ
เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนากำลังแปรปรวนไป ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง
เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาแปรปรวนไปแล้ว ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างนี้
(๑) ความโกรธ ย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า
เขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑
เขากำลังประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑
เขาจักประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑
เขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว ๑
เขากำลังประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติสิ่งไม่ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
เขาได้ประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
เขากำลังประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
ความโกรธย่อมเกิดในที่มิใช่เหตุ ๑
ชนิดของความโกรธ
อีกอย่างหนึ่ง ควรรู้ความโกรธมากโกรธน้อย บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงทำจิตให้ขุ่นมัว แต่ยังไม่ถึงให้หน้าเง้าหน้างอก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอ แต่ยังไม่ทำให้คางสั่นก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่น แต่ยังไม่ให้เปล่งผรุสวาจาก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้เปล่งผรุสวาจา แต่ยังไม่ให้เหลียวดูทิศต่างๆ ก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้เหลียวดูทิศต่างๆ แต่ยังไม่ให้จับท่อนไม้และศาตราก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้จับท่อนไม้และศาตรา แต่ยังไม่ให้เงื้อท่อนไม้และศาตราก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้เงื้อท่อนไม้และศาตรา แต่ยังไม่ให้ท่อนไม้และศาตราถูกต้องก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้ท่อนไม้และศาตราถูกต้อง แต่ยังไม่ทำให้เป็นแผลเล็กแผลใหญ่ก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เป็นแผลเล็กแผลใหญ่ แต่ยังไม่ให้กระดูกหักก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้กระดูกหัก แต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไปก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไป แต่ยังไม่ให้ชีวิตดับก็มี
บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้ชีวิตดับ แต่ยังไม่เสียสละชีวิตของตนให้หมดไปก็มี
เมื่อใด ความโกรธให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้ว จึงให้ฆ่าตน เมื่อนั้น ความโกรธเป็นไปรุนแรงอย่างหนัก ถึงความเป็นของมากอย่างยิ่ง
ความโกรธนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ไม่โกรธ
บุคคลชื่อว่า เป็นผู้ไม่โกรธ เพราะละความโกรธได้แล้ว เพราะกำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะตัดเหตุแห่งความโกรธเสีย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่โกรธ
(๔) บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนือง ๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนัก เปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน นี้เรียกว่า บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหิน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้นไม่นอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนัก เปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นดิน ลบเลือนไปโดยเร็วเพราะลมและน้ำ ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน นี้เรียกว่า บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นดิน
บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้จะถูกว่าด้วยคำหนัก ๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำหยาบ ๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำที่ไม่พอใจ ก็คงสมานไมตรี กลมเกลียว ปรองดองกันอยู่ เปรียบเหมือนรอยขีดที่น้ำ จะขาดจากกันก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ตั้งอยู่นาน นี้เรียกว่า บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่น้ำ
ท้าวสักกะ ไม่มีความโกรธ
(๕) เราเป็นผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบกระทั่ง เป็นผู้อันมารนำไปไม่ได้ง่าย เราไม่โกรธมานานแล ความโกรธย่อมไม่ตั้งอยู่ในเรา ถึงเราโกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบและไม่กล่าวคำไม่ชอบธรรม เราเห็นประโยชน์ของตน จึงข่มตนไว้
(๖) ทุพรรณิยสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ ข้อที่ ๙๔๙ ความโกรธอย่าได้ครอบงำท่านทั้งหลาย และท่านทั้งหลายอย่าได้โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียน ย่อมมีในท่านผู้ประเสริฐทุกเมื่อ ก็ความโกรธเปรียบปานดังภูเขา ย่อมย่ำยีคนลามก
ผู้ฝึกตนแล้ว ย่อมไม่โกรธ
(๗) เธอโกรธทำไมหนอ เธออย่าโกรธ ความไม่โกรธเป็นความประเสริฐของเธอ แท้จริง บุคคลย่อมประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำจัดความโกรธ ความถือตัว และความลบหลู่คุณท่าน ดังนี้
(๘) ภิกษุย่อมกำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่ซ่านไปแล้วด้วยโอสถ ฉะนั้น
(๙) ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่อยู่ ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน
(๑๐) คนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าตนชนะ แต่ความอดกลั้นได้เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่
ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว
บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว มีสติสงบอยู่ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนและแก่ผู้อื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของผู้อื่น ชนผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา
(๑๑) บุคคลใดพึงห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วไว้ได้ ดุจบุคคลห้ามรถซึ่งกำลังแล่นไปได้ เรากล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นสารถี คนนอกนี้เป็นคนถือเชือก
คุณของความไม่โกรธ
(๑๒) ข้อที่ภิกษุไม่เป็นคนมักโกรธ ๑.) อันความโกรธไม่ครอบงำแล้ว ๒.) ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๓.) ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๔.) ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย
(๑๓) ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
(๑๔) บุคคลใดไม่มีความโกรธภายในจิต และก้าวล่วงภพน้อยภพใหญ่มีประการเป็นอันมากเสียได้ เทวดาทั้งหลายไม่อาจเล็งเห็นวาระจิตของบุคคลนั้น ผู้ปลอดภัย สุข ไม่มีโศก
โทษของความโกรธ
(๑๕) ภิกษุผู้หนักในความโกรธและความลบหลู่ หนักในลาภและสักการะ ย่อมไม่งอกงามในพระสัทธรรม ดุจพืชที่หว่านไว้ในนาไม่ดี
(๑๖) ภิกษุใดเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้ ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง แม้ในพระศาสดา... แม้ในพระธรรม... แม้ในพระสงฆ์... เป็นผู้ไม่ทำให้บริบูรณ์แม้ในสิกขา
ภิกษุผู้นั้นย่อมก่อการวิวาทให้เกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อสิ่งไม่เป็นสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อความฉิบหาย เพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ถ้าเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นซึ่งมูลเหตุแห่งการวิวาทนั้นในภายในหรือภายนอกไซร้ เธอทั้งหลายพึงพยายามเพื่อละมูลเหตุแห่งการวิวาทที่เป็นบาปนั้นเสีย ถ้าไม่พิจารณาเห็นซึ่งมูลเหตุแห่งการวิวาท พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มูลเหตุแห่งการวิวาทเห็นปานนั้นครอบงำ
(๑๗) ข้อที่ภิกษุเป็นคนมักโกรธ ๑.) อันความโกรธครอบงำแล้ว ๒.) ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๓.) มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๔.) เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ นี้ก็เป็นธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายาก
บุคคลที่เป็นคนมักโกรธ ๑.) อันความโกรธครอบงำ ๒.) ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๓.) มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๔.) เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ หาเป็นที่รักใคร่พอใจของเราไม่ ก็หากเราจะพึงเป็นคนมักโกรธ ๑.) อันความโกรธครอบงำ ๒.) ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๓.) มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๔.) เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธบ้างเล่า เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พอใจของคนอื่น ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้พึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า จักไม่เป็นคนมักโกรธ ๑.) ไม่ให้ความโกรธครอบงำ ๒.) ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๓.) ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ๔.) ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ
(๑๘) ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นศัตรูกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ คือ
คนผู้เป็นศัตรูกันย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิวพรรณทรามเถิด เพราะคนผู้เป็นศัตรูกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันมีผิวพรรณงาม
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนที่เป็นศัตรูกันว่า ขอให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิด เพราะคนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันอยู่สบาย
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังก์อันลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์ นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒
อีกประการหนึ่ง คนเป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย เพราะคนผู้เป็นศัตรูกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันมีความเจริญ
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำถือเอาแล้ว เป็นศัตรูแก่กันและกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย เพราะคนที่เป็นศัตรูกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันมีโภคะ
คนผู้โกรธถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม พระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันมียศ
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้ นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย เพราะคนที่เป็นศัตรูกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันมีมิตร
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล นี้เป็นธรรมข้อที่ ๖
อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นศัตรูกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นศัตรูกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะคนที่เป็นศัตรูกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นศัตรูกันไปสุคติ
คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗
คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำปาณาติบาตด้วยกายและวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์
ผู้มัวเมาเพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล
คนผู้โกรธย่อมไม่รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัยที่เกิดมาจากภายในนั้นคนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก
คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม ความโกรธย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น
คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้
คนผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อน เหมือนไฟแสดงควันก่อน
ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อมโกรธ ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ และไม่มีความเคารพ
คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความสว่างแม้แต่น้อยเลย
กรรมใดยังห่างไกลจากธรรม อันให้เกิดความเดือดร้อน เราจักบอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้นไปตามลำดับ
คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาของตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูกที่มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้นกิเลสหยาบช้า โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้
จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง
คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองได้เพราะเหตุต่าง ๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษบ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดดเขาตายบ้าง คนเหล่านั้นเมื่อกระทำกรรมอันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตน ก็ไม่รู้สึก
ความเสื่อมเกิดแต่ความโกรธตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของมัจจุราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
บุคคลผู้มักโกรธ มีการฝึกตน คือ มีปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฐิ พึงตัดความโกรธนั้นขาดได้
บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่างเสียให้ขาด พึงศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย
เธอทั้งหลายเป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน
การละความโกรธ
(๑๑) พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะความไม่ดีด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้
(๑๙) ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้วหรือไม่
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ อันความโกรธครอบงำแล้วจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่าเราไม่เป็นคนมักโกรธ อันความโกรธไม่ครอบงำ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธเพราะความโกรธเป็นเหตุหรือไม่
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป็นเหตุ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุหรือไม่
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ มักระแวงจัดเพราะความโกรธเป็นเหตุจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป็นเหตุ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธหรือไม่
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราเป็นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธจริง ก็ควรพยายามเพื่อที่จะละอกุศลธรรมอันชั่วช้านั้นเสีย
หากพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ ภิกษุนั้นพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นทีเดียว หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย
(๑๘) โกธนาสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๖๑

